วัดพนัญเชิงวรวิหาร...ตำนานรักของพระนางสร้อยดอกหมาก

12 มี.ค 2561      1128 views

แชร์ทั้งหมด 0 ครั้ง

Facebook share Twitter share Print

หลวงพ่อโต

บูชาดอกไม้ ธูปเทียน

คาถาบูชาพระ

ตำหนักเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ตำหนักเจ้าแม่สร้อยดอกหมากชั้นล่าง

เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก 

ภาพที่ประดับอยู่ภายในตำหนัก 

วัดพนัญเชิง....เรื่องราวรักอันน่าเศร้าขององค์หญิงจีน

เรื่องราวที่ได้เล่ากันปากต่อปากมาจากคนสมัยก่อนเกี่ยวกับความรักอันน่าเศร้าของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง และพระนางสร้อยดอกหมาก พระธิดาของกษัตริย์จากแผ่นดินจีน ทำให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่พระนางอันเป็นที่รักยิ่ง

โดยวัดพนัญเชิงเป็นวัดที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยามายาวนานหลายรอยปี โดยเฉพาะหลวงพ่อโต หรือ เจ้าพ่อซำปอกงที่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวจีนต่างให้ความเคารพนับถือมาอย่างยาวนาน ตามประวัติวัดบอกว่า ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาและไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่ตามพงศาวดารเหนือบอกว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า “วัดพระนางเชิง”

 

ตามตำนานของวัดได้กล่าวไว้ว่า ในสมัยก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยา สยามได้ขาดกษัตริย์ที่จะปกครองเมืองอยู่พักหนึ่ง ทำให้เหล่าอำมาตย์ ข้าราชบริพาร และสมณชีพรามณ์ทั้งหลาย ลงความเห็นว่า ต้องทำพิธีเสี่ยงเรือสุวรรณหงส์เอกชัย เพื่อเสาะหาผู้มีบุญวาสนามาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยให้เรือแล่นไปตามแม่น้ำ และเมือเรือได้ลอยมาจนถึงตำบลแห่งหนึ่ง มีกลุ่มเด็กเลี้ยงโคเล่นกันอยู่ เรือก็จอดสนิท ใช้แรงพายแค่ไหนก็ไม่ไป จนสุดท้าย เหล่าอำมาตย์จึงลงไปพูดคุยกับเด็กกลุ่มนั้น แล้วพบเด็กคนหนึ่งท่าทางฉลาดหลักแหลม พูดจาฉะฉาน จึงได้แต่งตั้งเด็กผู้นั้นขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

 

หลังจากที่ได้ขึ้นครองแผ่นดินสยามแล้ว ก็ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่สร้ามความน่าอัศจรรย์ใจและเป็นที่มาของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง โดยเรื่องมีอยู่ว่า พระองค์ทรงโปรดให้ยกขบวนพยุหยาตราไปทางชลมารคพร้อมกับเหล่าเสนาบดี เมื่อเรือล่องมาถึงวัดปากคลอง ซึ่งเป็นเวลาน้ำขึ้น จึงตรัสสั่งให้จอดเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด และทรงทอดพระเนตรเห็นรังผึ้งใต้ช่อฟ้าหน้าโบสถ์ พระองค์จึงดำริว่า...

 

         "จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร ด้วยเดชะบุญญาภิสังขารของเรา เพื่อจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด"

 

เมื่อตรัสจบน้ำผึ้งก็หยดลงมากลั้วเอาเรือพระที่นั่งยกขึ้นไปถึงที่ทันที เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเสนาบดีน้อยใหญ่ พระเจ้ากรุงไทยจึงเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร เสร็จแล้วจึงเสด็จลงเรือพระที่นั่ง จากนั้นเรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิมได้เอง บรรดาภิกษุสงฆ์และเหล่าเสนาบดีจึงพากันถวายพระพรชัยและถวายพระนามพระเจ้ากรุงไทยว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง"

 

หลังจากนั้น พอน้ำลง พระเจ้าสายน้ำผึ้งก็รับสั่งให้เหล่าเสนาบดีกลับไปรักษาพระราชวัง แล้วพระองค์จะล่องน้ำไปเพียงพระองค์เดียว ซึ่งพระองค์ก็ล่องเรือไปจนถึงเมืองจีนได้ด้วยตัวคนเดียวด้วยบุญกุศลที่พระองค์สั่งสมมา ทำให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ เมื่อกษัตริย์จีนทราบเรื่อง ก็รับสั่งว่าจะพิสูจน์ว่ามีบุญญาธิการตามที่เขาเล่าลือกันหรือไม่ ด้วยการให้ขึ้นไปประทับที่อ่าวนาค ซึ่งเป็นที่ที่มีอันตรายมาก และสั่งให้ทหารคอยดูว่าจะเกิดอันตรายใดๆ หรือไม่ แต่ปรากฎว่า นอกจากไม่มีอันตรายใดๆแล้ว ยังมีเสียงดนตรีเป็นที่ครึกครื้นอีกต่างหาก เมื่อการเป็นดังนั้น ก็จัดให้มีขบวนแห่ออกไปรับพระองค์ พร้อมทั้งให้ราชาภิเษกกับพระนางสร้อยดอกหมาก ธิดาบุญธรรมของกษัตริย์จีน  ให้ขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้งอีกด้วย

 

ระหว่างการเดินทางกลับเมืองสยาม ในขณะที่ใกล้ถึงพระราชวัง พระเจ้าสายน้ำผึ้ง มีรับสั่งให้พระนางสร้อยดอกหมากคอยพระองค์อยู่ในเรือ เนื่องจากพระองค์ต้องการเสด็จเข้าพระราชวังก่อนเพื่อจัดเตรียมขบวนเกียรติยศออกมาต้อนรับ ทว่าเมื่อขบวนเกียรติยศมาถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กลับไม่ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ พร้อมกล่าวว่า...

 

         "มาด้วยพระองค์ก็โดยยาก เมื่อมาถึงพระราชวังแล้ว เป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับก็จะไม่ไป" เมื่อเสนาบดีนำความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้ง คิดว่าพระนางหยอกเล่น จึงกล่าวเล่น ๆ ว่า "เมื่อมาถึงแล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด" 

 

         หลังพระนางสร้อยดอกหมากทราบว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งตรัสเช่นนั้น  ก็รู้สึกน้อยพระทัยยิ่งนัก ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้าสายน้ำผึ้งก็เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่าพระองค์ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงงตรัสสัพยอกอีกว่า "เอาล่ะ เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด" เมื่อได้ฟังดังนั้น ด้วยความน้อยพระทัย พระนางสร้อยดอกหมากจึงกลั้นพระทัยตายทันที ทำให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก

 

         ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระศพของพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นมาพระราชทานเพลิงพระศพ ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและชาวไทย และทรงให้สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก โดยตั้งชื่อวัดนี้ว่า "วัดพระนางเชิญ" หรือ "วัดพนัญเชิง" (ในปัจจุบัน) แต่นั้นมา

 

การเดินทาง

ทางรถยนต์ หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32) เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้าอยุธยา ตรงเข้ามาจะพบวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้ม ให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 1.5 กม.วัดใหญ่ชัยมงคล จะอยู่ทางซ้ายมือ และตรงไปอีกราว 3 กม. จะเห็นวัดพนัญเชิงอยู่ทางขวามือ

 

ทางเรือ ท่านอาจเช่าเหมาเรือหางยาวจากบริเวณหลังลานจอดรถฝั่งตรงข้ามพระราชวังจันทรเกษมด้านตะวันออกของเกาะเมือง ล่องไปตามลำน้ำป่าสักลงไปทางใต้ผ่านวิทยาลัยการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์โปรตุเกส วัดไชยวัฒนาราม วัดกษัตราธิราชวรวิหารและเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

 

เปิดเวลา 7.00-18.00 น.


แหล่งที่มา :